เรื่องผีกล้องติดรถยนต์ บรรยากาศในรถตอนขับกลางคืนบนถนนเปลี่ยว

กล้องที่บันทึกมากกว่าถนน ในคืนที่ไม่มีใครกล้าพูดถึงสิ่งที่เห็น

คืนนั้นเราออกจากภูสอยดาวช้ากว่าที่ตั้งใจไว้มาก ถนนช่วงขาลงแทบไม่มีไฟส่องทาง มีแค่แสงจากหน้ารถที่กวาดไปตามเส้นถนนคดเคี้ยวผ่านป่าทึบ เสียงในรถเงียบกว่าตอนขาขึ้น ไม่มีใครเปิดเพลง ไม่มีใครชวนคุย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เรายังหัวเราะกันอยู่ เหมือนทุกคนรู้สึกตรงกันโดยไม่ต้องพูดว่า อยากให้การเดินทางช่วงนี้ผ่านไปให้เร็วที่สุด

ถนนช่วงนั้นไม่ใช่ถนนน่ากลัวในแบบที่เห็นอะไรชัดเจน มันเป็นถนนธรรมดาที่เงียบเกินไป เส้นแบ่งถนนแทบมองไม่เห็นในบางช่วง ไฟหน้ารถสะท้อนละอองหมอกบางๆ ที่ลอยต่ำอยู่ใกล้พื้น ทำให้ทุกอย่างดูช้าลงอย่างประหลาด ระยะทางที่ควรจะสั้น กลับรู้สึกยาวกว่าปกติ และไม่มีใครในรถกล้าพูดคำว่า “เห็นไหม” ออกมา แม้บางจังหวะจะรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างยืนอยู่ริมทางแล้วหายไปพร้อมแสงไฟ

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่รถคันหน้าชะลอลงกะทันหัน ทั้งที่ถนนว่างเปล่า คนขับบอกว่าเหมือนมีคนตัดหน้ารถ แต่พอเปิดไฟสูงก็ไม่เห็นอะไรอยู่ตรงนั้น ทุกคนในรถเงียบไปพร้อมกัน ไม่มีใครถามว่าเป็นคนหรือไม่เป็น ทุกคนแค่เลือกจะนั่งนิ่งและมองตรงไปข้างหน้า เหมือนการตั้งคำถามจะทำให้สิ่งที่ไม่อยากรับรู้ กลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมา

บรรยากาศในรถตอนขับกลางคืนบนถนนเปลี่ยว เพื่อนสามคนนั่งเงียบมองทางข้างหน้าอย่างตึงเครียด

ตอนนั้นเองที่เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นมาเบาๆ ว่า กล้องหน้ารถยังอัดอยู่หรือเปล่า ไม่มีน้ำเสียงตื่นเต้น ไม่มีอารมณ์อยากพิสูจน์ แค่เป็นประโยคธรรมดาเหมือนถามเรื่องแบตโทรศัพท์ แต่ประโยคนั้นทำให้ทุกคนในรถรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างถูกดึงกลับมาอยู่ในโลกของความจริง อย่างน้อยก็รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนถนนเส้นนี้ ไม่ได้มีแค่ความทรงจำของเราเพียงอย่างเดียว

บางครั้งแค่รู้ว่ายังมีอะไรบางอย่างกำลังบันทึกทุกอย่างไว้ ก็ทำให้เราไม่ต้องจินตนาการแทนความมืดทั้งหมด เหมือนของธรรมดาๆ บางอย่างที่มักอยู่ใกล้ตัวในคืนแบบนี้
(ของที่เผลอจำ – กลางคืน)

เราขับต่อไปโดยไม่พูดถึงเรื่องนั้นอีก ถนนยังคงเงียบ ไฟหน้ารถยังส่องไปข้างหน้าเหมือนเดิม แต่บรรยากาศในรถเปลี่ยนไปเล็กน้อย ความกลัวไม่ได้หายไป แต่ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างกำลังบันทึกทุกอย่างไว้ ไม่ใช่เพื่อเอาไปพิสูจน์ให้ใครดู แต่เพื่อยืนยันกับตัวเองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่แค่ความคิดที่ลอยผ่านหัวแล้วหายไป

มีจังหวะหนึ่งที่เงาบางอย่างปรากฏขึ้นริมถนน แค่เสี้ยววินาที ก่อนจะหายไปพร้อมกับแสงไฟ ไม่มีใครร้อง ไม่มีใครเบรก ทุกคนเห็นมันพร้อมกัน และทุกคนเลือกจะไม่พูดถึงมัน เสียงเครื่องยนต์ยังดังสม่ำเสมอ ถนนยังทอดยาวตรงหน้า แต่ในใจของทุกคนรู้ดีว่า ต่อให้ไม่มีใครพูด ภาพนั้นก็คงจะติดอยู่ในความทรงจำไปอีกนาน

หลังจากออกพ้นช่วงป่าทึบ แสงไฟจากหมู่บ้านแรกปรากฏขึ้น ทุกอย่างกลับมาดูปกติอย่างรวดเร็วเกินไป เสียงในรถเริ่มกลับมา มีคนถอนหายใจยาวๆ เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าเกร็งมานานแค่ไหน แต่ก็ยังไม่มีใครหยิบเรื่องบนถนนมาพูดถึง เหมือนมีข้อตกลงเงียบๆ ว่า บางอย่างควรถูกปล่อยให้ผ่านไปพร้อมกับทางที่เราขับเลยมาแล้ว

คืนนั้นเราไม่ได้เปิดดูไฟล์จากกล้องทันที ไม่มีใครรีบอยากรู้ว่าอะไรถูกบันทึกไว้บ้าง กล้องหน้ารถไม่ได้กลายเป็นเครื่องมือพิสูจน์ความกล้า แต่มันทำหน้าที่ของมันอย่างเงียบๆ แค่บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นบนถนนสายหนึ่ง ในคืนที่ไม่มีใครอยากย้อนกลับไปขับผ่านอีกครั้ง

บางที กล้องหน้ารถอาจไม่ได้มีไว้จับผิดใคร หรือบันทึกอุบัติเหตุอย่างเดียว สำหรับบางคืน มันแค่ทำให้เรารู้ว่า สิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราไม่กล้าพูด และสิ่งที่เราเลือกจะเงียบ ไม่ได้หายไปพร้อมความมืดทั้งหมด อย่างน้อย ก็มีบางอย่างที่เห็นมันไปพร้อมกับเรา ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยไม่ตั้งคำถามว่า สิ่งนั้นควรมีคำอธิบายหรือไม่

Visited 14 times, 1 visit(s) today

Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *