คนโบกรถกลางดึก ที่ไม่มีใครจำได้ว่าเคยรับขึ้นมา

คนโบกรถกลางดึก ที่ไม่มีใครจำได้ว่าเคยรับขึ้นมา

คืนนั้นเราออกเดินทางกลับจากต่างจังหวัดเกือบเที่ยงคืน ถนนเริ่มโล่งจนแทบไม่มีรถสวน ไฟข้างทางห่างออกไปทีละช่วง และความมืดก็ค่อยๆ เข้ามาแทนที่ทุกอย่างอย่างเงียบๆ เหลือเพียงแสงจากหน้ารถที่ส่องไปข้างหน้าเหมือนอุโมงค์แคบๆ ที่เราต้องขับผ่านไปให้พ้นโดยเร็วที่สุด

ถนนเส้นนั้นไม่ใช่ถนนเปลี่ยวในแบบน่ากลัวทันที แต่มันเป็นความเงียบที่ค่อยๆ กดทับความรู้สึกโดยไม่รู้ตัว ไม่มีร้าน ไม่มีบ้าน ไม่มีเสียงเครื่องยนต์จากคันอื่น มีแค่เสียงล้อบดกับพื้นถนนและเสียงลมที่ลอดกระจกเข้ามาเป็นบางช่วง จนกระทั่งเราเริ่มเห็นเงาคนยืนอยู่ข้างทางลิบๆ ใต้เสาไฟดวงหนึ่งที่สว่างริบหรี่

ตอนแรกเราคิดว่าเป็นคนรอรถธรรมดา คนขับชะลอความเร็วลงโดยอัตโนมัติ และทุกคนในรถก็เริ่มมองไปที่ร่างนั้นพร้อมกัน ชายคนนั้นยืนอยู่ริมถนน เสื้อผ้าสีเข้ม มองไม่เห็นหน้าชัด และยกมือขึ้นโบกเบาๆ ในจังหวะที่พอดีกับไฟหน้ารถพอดี ราวกับรู้ว่าเราจะผ่านมาจังหวะนี้

มีใครบางคนในรถพูดขึ้นเบาๆ ว่า “จอดดีไหม” แต่ไม่มีใครตอบในทันที ทุกคนยังคงมองออกไปข้างหน้าเหมือนกำลังรอให้ใครสักคนตัดสินใจแทน จนในที่สุดรถก็ชะลอลงเกือบหยุดสนิท และไฟเลี้ยวถูกเปิดขึ้นโดยไม่ได้นัดหมาย

ช่วงเวลานั้นสั้นมาก แต่กลับยาวนานในความรู้สึก เรามองเห็นชายคนนั้นชัดขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ชัดพอจะจำหน้าได้ เขาเดินเข้ามาใกล้รถอย่างช้าๆ ไม่มีท่าทางรีบร้อน ไม่มีร่องรอยตกใจ เหมือนมั่นใจว่าเราจะจอดรับแน่นอน จนกระทั่งเพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “แปลกไหม ทำไมตรงนี้ถึงมีคนยืนอยู่”

คำถามนั้นทำให้ทุกคนในรถเงียบลงพร้อมกัน ความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างไม่เป็นเหตุเป็นผล มันไม่ใช่ความกลัวชัดเจน แต่เป็นความไม่สบายใจที่อธิบายไม่ได้ รถยังไม่ทันได้จอดสนิท คนขับก็ตัดสินใจเหยียบคันเร่งต่อโดยไม่พูดอะไรออกมา

จากกระจกมองหลัง เราเห็นชายคนนั้นยืนอยู่ที่เดิม ไม่วิ่งตาม ไม่แสดงท่าทางตกใจ เพียงแค่ยืนมองรถเราขับออกไปอย่างเงียบๆ จนเงาของเขาค่อยๆ กลืนหายไปกับความมืดรอบข้าง เหมือนเขาไม่เคยอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก

หลังจากนั้นไม่มีใครพูดถึงเรื่องนั้นอีกเลยในทันที รถยังคงแล่นต่อไปในความเงียบ เสียงลมและเสียงเครื่องยนต์กลับมาดังชัดขึ้นราวกับพยายามกลบความคิดของทุกคน จนกระทั่งมีใครคนหนึ่งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูแผนที่ย้อนหลัง และพูดขึ้นมาว่า บริเวณนั้นไม่มีหมู่บ้าน ไม่มีป้ายรถ และไม่มีจุดพักใดๆ ตามข้อมูลเลย

วันต่อมา เราลองเปิดกล้องติดรถยนต์ย้อนดูช่วงเวลานั้นอีกครั้ง ภาพบนหน้าจอแสดงถนนโล่งๆ ไฟหน้ารถ และเสาไฟดวงเดิม แต่ไม่มีภาพของชายคนนั้นอยู่เลย ไม่มีเงา ไม่มีการเคลื่อนไหว เหมือนช่วงเวลานั้นถูกลบออกไปจากความจริงอย่างตั้งใจ

ไม่มีใครอธิบายได้ว่าเกิดอะไรขึ้น บางคนบอกว่าอาจเป็นมุมกล้อง บางคนบอกว่าอาจตาลาย แต่สำหรับคนที่นั่งอยู่ในรถคืนนั้น เราทุกคนเห็นสิ่งเดียวกัน และรู้สึกเหมือนกันว่า เราเคยเกือบหยุดรถให้ใครบางคนที่อาจไม่ควรมีอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก

บางที คนโบกรถกลางดึก อาจไม่ใช่คนที่ต้องการไปต่อ แต่เป็นใครบางคนที่แค่ต้องการให้เราหยุด และจดจำถนนเส้นนั้นไปตลอดชีวิต

Visited 7 times, 1 visit(s) today

Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *