หลังจากวันที่ผมกลับไปที่ร้านเครื่องสำอางเก่าใกล้ทางขึ้นดอยสุเทพแล้วพบว่ามันหายไปอย่างไร้ร่องรอย ผมเริ่มรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ท่ามกลางเรื่องที่อธิบายไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ ทุกอย่างดูเหมือนจะค่อยๆ หลุดออกจากความเข้าใจปกติทีละนิด โดยเฉพาะขวดเซรั่มใสในกระเป๋าที่ผมยังคงใช้มันต่อทุกคืน ทั้งที่ในใจลึกๆ เริ่มรู้แล้วว่ามันไม่ใช่ของธรรมดา
ผิวหน้าของผมตอนนั้นเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบที่สุดในชีวิต ไม่มีสิว ไม่มีรอย ไม่มีความหมองคล้ำ แม้แต่นิดเดียว ใครเห็นก็ต้องทัก บางคนถึงขั้นคิดว่าผมไปทำหัตถการมา แต่สิ่งที่ไม่มีใครรู้คือ ทุกคืนหลังดูแลผิวเสร็จ ผมจะรู้สึกเหมือนตัวเองค่อยๆ หายไปจากร่างนี้ทีละเล็กทีละน้อย
ผมเริ่มจำรายละเอียดในชีวิตประจำวันบางอย่างไม่ได้ ลืมว่ากินอะไร ลืมว่าคุยอะไรกับใคร บางครั้งลืมแม้กระทั่งว่ากลับห้องมาตอนไหน แต่พอไปยืนหน้ากระจก ทุกอย่างกลับดู “ชัดเจน” อย่างประหลาด ราวกับอีกฝั่งหนึ่งของกระจกกำลังเก็บความทรงจำของผมเอาไว้แทน
คืนหนึ่ง ผมกลับห้องดึกกว่าปกติ เหนื่อยจนแทบไม่มีแรงถอดรองเท้า แต่กลับรู้สึกอยากยืนหน้ากระจกมากกว่าปกติ เหมือนมีบางอย่างเรียกผมอยู่เงียบๆ จากในนั้น ผมล้างหน้า ทาเซรั่ม ทาครีมตามขั้นตอนเดิมอย่างเคยชิน แล้วเงยหน้าขึ้นมองตัวเอง
เงาในกระจกคืนนั้น…ไม่เหมือนเดิม
มันไม่ใช่แค่ขยับช้ากว่า หรือจ้องนานกว่าปกติ แต่เงานั้นกำลัง “ขยับเอง” โดยที่ผมยังยืนนิ่งอยู่ มันยกมือขึ้นแตะแก้มตัวเอง ลูบผิวหน้าอย่างพึงพอใจ และยิ้มให้ผมด้วยรอยยิ้มที่ผมไม่เคยเห็นบนหน้าตัวเองมาก่อน
ผมพยายามขยับตัว แต่ร่างกายกลับหนักอึ้งเหมือนถูกตรึงไว้ ความรู้สึกเหมือนกำลังยืนดูคนแปลกหน้าสวมร่างของตัวเองอยู่ตรงหน้า ทำให้หัวใจผมเต้นแรงจนแทบระเบิด
ในวินาทีนั้นเอง เสียงกระซิบที่ผมได้ยินมานานก็ชัดเจนขึ้นเป็นครั้งแรก
“ถึงตาฉันแล้ว…”
มันไม่ใช่เสียงจากรอบห้อง แต่มาจากในหัวของผมเอง
ภาพในกระจกเริ่มเปลี่ยนไป เงาสะท้อนตรงหน้าค่อยๆ ซ้อนทับกับร่างจริงของผม เหมือนกำลังสลับตำแหน่งกันอย่างช้าๆ และผมเริ่มเข้าใจในตอนนั้นว่า ทุกคืนที่ผมใช้เซรั่ม ทุกครั้งที่ผิวผมดีขึ้น ไม่ใช่เพราะการบำรุง แต่มันคือการ “เปิดทาง” ให้บางสิ่งเข้ามาแทนที่ผมทีละขั้น
ผมรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย เอื้อมมือไปคว้าขวดเซรั่มที่วางอยู่ข้างอ่าง แล้วเหวี่ยงมันใส่กระจกอย่างสุดแรง
เสียงแตกดังสนั่น เศษกระจกกระจายเต็มพื้น ห้องน้ำทั้งห้องเงียบลงทันที เสียงกระซิบหายไป ภาพตรงหน้ากลับมาเป็นเพียงเงาของผมเองที่ยืนหอบหายใจด้วยความตกใจ

ผมทรุดตัวลงนั่งอยู่ตรงนั้นอยู่นาน ไม่รู้ว่าผ่านไปกี่นาทีหรือกี่ชั่วโมง รู้แค่ว่าตอนลุกขึ้นมาอีกครั้ง ร่างกายเหมือนกลับมาเป็นของตัวเองอย่างแท้จริง
เช้าวันต่อมา ผิวหน้าผมกลับมาเหมือนเดิม มีรอยสิว มีรอยคล้ำ มีความไม่สมบูรณ์แบบแบบมนุษย์ธรรมดา และที่สำคัญ ความทรงจำที่เคยขาดหายก็เริ่มกลับมาอย่างช้าๆ
หลังจากผ่านเรื่องทั้งหมด ผมเลือกกลับมาใช้แค่ของพื้นฐานที่ไว้ใจได้ และบันทึกไว้ใน
(ของที่เผลอจำ – ดูแลผิวหน้า)
หลายวันต่อมา ผมลองค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตอย่างจริงจัง จนไปเจอเรื่องเล่าเก่าๆ ในเว็บบอร์ดท้องถิ่น พูดถึงร้านเครื่องสำอางลึกลับแถวนั้น ที่จะโผล่มาเป็นช่วงๆ และหายไปโดยไม่มีใครรู้ที่มา มีคนเล่าว่า คนที่ใช้ของจากร้านนั้นมักจะ “ดีขึ้นเร็วเกินปกติ” ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นคนละคน
บางกระทู้บอกว่า เจ้าของร้านเคยเป็นผู้หญิงที่หมกมุ่นกับความสวยจนเสียชีวิตในห้องพัก และเชื่อกันว่าเธอใช้กระจกเป็นที่ยึดติดตัวตนของตัวเองไว้
ผมไม่รู้ว่าเรื่องนั้นจริงแค่ไหน
แต่ผมรู้ดีว่า ตั้งแต่คืนนั้นเป็นต้นมา ผมไม่เคยกลับไปใช้ของที่ไม่รู้ที่มาอีกเลย และไม่เคยยืนมองตัวเองในกระจกนานเกินความจำเป็นอีก
เพราะผมรู้แล้วว่า…
บางครั้ง ความสวยที่ได้มาง่ายเกินไป
อาจไม่ได้เป็นของเราอย่างแท้จริงตั้งแต่แรก
และบางเงาในกระจก
ก็แค่กำลังรอวันที่เราจะเผลอยกชีวิตให้มันไปเอง
ถ้าใครเพิ่งเข้ามาอ่าน อาจเริ่มจากคืนแรกที่ทุกอย่างเริ่มต้นใน
คืนแรกในห้องเช่าหลังนิมมาน
👉 ลิงก์ไป ตอนที่ 1
