คืนแรกในห้องเช่าหลังนิมมาน ที่กระจกไม่เคยสะท้อนหน้าเดิม

คืนแรกในห้องเช่าหลังนิมมาน ที่กระจกไม่เคยสะท้อนหน้าเดิม

ผมย้ายมาอยู่เชียงใหม่ช่วงปลายฝนต้นหนาว เป็นช่วงที่อากาศเริ่มเย็นลงเล็กน้อยในตอนกลางคืน แต่กลางวันยังมีแดดแรงพอให้เหงื่อซึมได้ง่าย ห้องเช่าที่เลือกไว้เป็นห้องเล็กๆ ชั้นสามของตึกเก่าแถวถนนนิมมานเหมินท์ ไม่ได้ใหม่ ไม่ได้สวย แต่ราคาพอรับได้ และอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานมากนัก

ตอนมาดูห้องครั้งแรก มันดูธรรมดาจนแทบไม่มีอะไรให้จดจำ ผนังสีขาวเริ่มลอกตามมุม ฝ้าเพดานมีรอยน้ำซึมจางๆ ห้องน้ำแคบพอให้หมุนตัวได้ลำบาก แต่ทุกอย่างก็ยังใช้งานได้ปกติ ผมคิดแค่ว่า อยู่ชั่วคราวก็คงไม่เป็นไร เลยตัดสินใจย้ายเข้ามาโดยไม่ได้ลังเลมากนัก

คืนแรกที่เข้ามาอยู่จริงๆ บรรยากาศมันต่างจากตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิง เสียงรถ เสียงคน เสียงร้านอาหารด้านล่างค่อยๆ เงียบหายไป เหลือเพียงเสียงพัดลมเก่าๆ ที่หมุนเอื่อยๆ กับเสียงลมพัดผ่านช่องหน้าต่างเป็นระยะ ห้องทั้งห้องดูเหมือนถูกตัดขาดออกจากโลกภายนอกอย่างช้าๆ

ช่วงนั้นผมกำลังพยายามดูแลตัวเองมากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ทำงานหนัก นอนน้อย กินไม่เป็นเวลา หน้าดูโทรมลงจนเพื่อนเริ่มทัก เลยเริ่มจริงจังกับการบำรุงผิว ซื้อทั้งมาส์กหน้า เซรั่ม และครีมมาลองใช้ตามรีวิวในอินเทอร์เน็ต กลายเป็นกิจวัตรใหม่ก่อนนอนโดยไม่รู้ตัว

หลังจากนั้นผมเริ่มระวังกับของที่ใช้กับผิวหน้ามากขึ้น และเลือกเก็บไว้เฉพาะของที่รู้สึกปลอดภัย
(ของที่เผลอจำ – ดูแลผิวหน้า)

คืนนั้นหลังอาบน้ำเสร็จ ผมมาส์กหน้าเหมือนทุกวัน ยืนรอให้เนื้อมาส์กซึมอยู่หน้ากระจกบานเล็กข้างอ่างล้างหน้า ไฟนีออนสีขาวส่องลงมาจนผิวดูซีดกว่าปกติ เงาของตัวเองสะท้อนกลับมาแบบชัดเจนเกินไป

ผมเงยหน้าขึ้นมองกระจกตามปกติ แล้วก็ต้องชะงักไปเล็กน้อย

เงาในกระจกเหมือนจะขยับช้ากว่าผมไปนิดหนึ่ง แค่เสี้ยววินาทีเดียว ถ้าไม่ตั้งใจมองจริงๆ แทบจะไม่รู้สึกอะไร ผมกระพริบตา ลองขยับศีรษะซ้ายขวา เงาในกระจกก็ขยับตามทันทีเหมือนเดิม

“คิดมากไปเองมั้ง” ผมพึมพำกับตัวเอง

คืนนั้นผมไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก ปาดมาส์กออก ล้างหน้า ทาครีม แล้วก็เข้านอนตามปกติ

แต่คืนถัดมา เหตุการณ์เดิมก็เกิดขึ้นอีก

หลังจากทาสกินแคร์เสร็จ ผมยืนมองหน้าตัวเองในกระจกตามนิสัย และสังเกตเห็นว่าเงาสะท้อนกลับมายังมีจังหวะหน่วงเล็กๆ เหมือนเดิม คราวนี้ผมตั้งใจมองมากขึ้น ลองยกมือขึ้นช้าๆ แล้วลดลง เงาในกระจกเหมือนจะตามหลังผมอยู่ครึ่งจังหวะ ก่อนจะกลับมาตรงกัน

มันไม่ถึงกับผิดธรรมชาติจนดูน่ากลัว แต่ก็ไม่ปกติพอจะมองข้ามได้ง่ายๆ

ผมเริ่มรู้สึกแปลก แต่ก็ยังพยายามอธิบายให้ตัวเองฟังว่าอาจเป็นเพราะไฟห้องไม่ดี หรือสายตาล้าเพราะเล่นมือถือทั้งวัน

ช่วงนั้นผมสังเกตด้วยว่า ผิวหน้าตัวเองดีขึ้นเร็วผิดปกติ รอยคล้ำใต้ตาจางลง สิวลดลง ผิวดูใสขึ้นทั้งที่นอนดึกเหมือนเดิม เพื่อนร่วมงานเริ่มถามว่าทำอะไรมา บางคนแซวว่าหน้าเด็กลง ผมก็ได้แต่หัวเราะและบอกว่าแค่ดูแลตัวเองมากขึ้น

แต่ยิ่งผิวดีขึ้น ความรู้สึกแปลกๆ เวลาส่องกระจกก็ยิ่งชัดขึ้น

บางคืน เงาในกระจกเหมือนจะจ้องผมนานกว่าปกติ ดวงตาที่สะท้อนกลับมาดูนิ่งจนผิดธรรมชาติ ราวกับกำลังมองผมในฐานะ “คนอื่น” ไม่ใช่ตัวเอง

คืนหนึ่ง ผมลองยืนจ้องกระจกอยู่นานเกือบนาทีโดยไม่ขยับตัว เงาในกระจกก็จ้องกลับมาแบบเดียวกัน แต่มีช่วงสั้นๆ ที่ผมรู้สึกว่า รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนหน้าในกระจก ทั้งที่ตัวผมไม่ได้ยิ้มเลย

ผมสะดุ้งเล็กน้อย หันหน้าหนีทันที หัวใจเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว

หลังจากนั้นผมเริ่มระแวงมากขึ้น พยายามไม่มองกระจกนานๆ รีบล้างหน้า รีบทาครีม แล้วออกจากห้องน้ำให้เร็วที่สุด แต่ไม่ว่าผมจะพยายามหลีกเลี่ยงแค่ไหน ความรู้สึกเหมือนมีใครบางคนเฝ้ามองจากอีกฝั่งของกระจกก็ยังไม่หายไป

ผมลองเล่าให้เพื่อนฟังในวงข้าวกลางวัน ทุกคนหัวเราะ บอกว่าน่าจะพักผ่อนน้อย คิดมากไปเอง บางคนแนะนำให้ไปเช็กสายตา บางคนแซวว่าผมคงอินเรื่องผีมากเกินไป

ผมเองก็พยายามเชื่อตามนั้น

จนคืนหนึ่ง ผมตัดสินใจทดลองอะไรบางอย่าง

คืนนั้นผมตั้งใจไม่ใช้สกินแคร์เลย ไม่มาส์กหน้า ไม่ทาเซรั่ม ไม่ลงครีม ล้างหน้าเสร็จก็เช็ดให้แห้งแล้วกลับเข้าห้องทันทีโดยไม่ยืนมองกระจก

ก่อนนอน ผมกลับเปลี่ยนใจ เดินกลับไปที่ห้องน้ำอีกครั้ง เปิดไฟ แล้วเงยหน้ามองกระจก

เงาสะท้อนกลับมาเป็นปกติ ไม่มีความหน่วง ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีสายตาแปลกๆ มองกลับมา มีแค่หน้าที่ดูโทรมนิดหน่อยเหมือนเดิม

ผมยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก

คืนถัดมา ผมกลับมาใช้สกินแคร์ตามปกติ และสิ่งแปลกๆ ก็กลับมาอีกครั้ง

ผมเริ่มแน่ใจแล้วว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ

ไม่ใช่ไฟ ไม่ใช่สายตา และไม่ใช่ความเครียด

มันเกี่ยวข้องกับการดูแลผิวที่ผมทำทุกคืนอย่างชัดเจน

คืนหนึ่ง ขณะยืนทาครีมอยู่หน้ากระจก ผมเห็นเงาในกระจกยกมือขึ้นช้ากว่าผมไปชัดเจนกว่าทุกครั้ง และครั้งนี้ มันไม่ได้หยุดแค่นั้น เงานั้นค่อยๆ เอียงศีรษะ มองผมด้วยสายตาที่ไม่เหมือนสายตาของตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว

เหมือนกำลังสำรวจ เหมือนกำลังเรียนรู้

เหมือนกำลังคุ้นเคยกับร่างกายนี้มากขึ้นทุกวัน

ผมรีบปิดไฟห้องน้ำทันที มือสั่น หัวใจเต้นแรงจนได้ยินชัดในความเงียบ

คืนนั้นผมนอนไม่หลับเกือบทั้งคืน

และเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองเป็นครั้งแรกว่า…

ผิวหน้าที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็วนี้
มันแลกมาด้วยอะไรกันแน่

และเรื่องแปลกๆ ยังไม่จบแค่นั้น เพราะมันพาผมไปเจอกับร้านเครื่องสำอางเก่าที่เปลี่ยนชีวิตไปอีกแบบหนึ่งใน
เซรั่มขวดเดียวกับเสียงกระซิบในร้านเครื่องสำอางเก่า
👉 ลิงก์ไป ตอนที่ 2

Visited 3 times, 1 visit(s) today

Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *