หลังจากเหตุการณ์ตอนเดินกลับจากลานหินปุ่มในช่วงเย็นวันนั้น ไม่มีใครในกลุ่มพูดถึงเสียงฝีเท้าที่ได้ยินอีกเลย ไม่ใช่เพราะทุกคนลืม แต่เหมือนเราทุกคนต่างเลือกจะวางเรื่องนั้นไว้เงียบๆ เหมือนเป็นบางอย่างที่ถ้าพูดออกมาแล้ว คืนที่เหลือของทริปอาจจะยาวนานขึ้นโดยไม่จำเป็น และคืนนั้นเองที่พวกเราเข้าเต็นท์เร็วกว่าทุกคืนที่ผ่านมา ทั้งที่ปกติแล้วช่วงกลางคืนคือเวลาที่เรามักนั่งคุยกันยาวที่สุด
อากาศบน ภูสอยดาว ตอนกลางคืนเงียบกว่าที่คิด ความเงียบที่ไม่ได้ว่างเปล่า แต่เป็นความเงียบที่เหมือนมีเสียงเล็กๆ ซ่อนอยู่ข้างใน เสียงลมที่พัดผ่านยอดไม้ เสียงผ้าเต็นท์ที่ขยับตามแรงลม และเสียงบางอย่างที่ดังแผ่วอยู่ไกลๆ ไกลพอจะไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร แต่ใกล้พอจะทำให้ไม่มีใครอยากเปิดเต็นท์ออกไปดูด้วยตัวเอง
พวกเรานั่งอยู่ในเต็นท์เดียวกัน บทสนทนาในคืนนั้นไม่ได้ต่างจากคืนอื่นมากนัก เรายังพูดถึงเรื่องอาหาร เรื่องเส้นทางวันพรุ่งนี้ เรื่องเล็กๆ ที่ดูไม่สำคัญ แต่ทุกประโยคเหมือนถูกพูดออกมาเพื่อถ่วงความเงียบมากกว่าจะสื่อสารจริงๆ ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องผี ไม่มีใครถามถึงเสียงเมื่อเย็น และเมื่อไฟดวงสุดท้ายถูกปิด ความมืดก็เข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็วโดยไม่เปิดโอกาสให้ใครได้เตรียมใจ
เมื่ออยู่ในความมืด เสียงจากข้างนอกกลับชัดขึ้นอย่างน่าประหลาด เสียงเหมือนใครเดินผ่าน เสียงเหมือนกิ่งไม้ถูกขยับ หรือเสียงบางอย่างที่หยุดทันทีเมื่อเราพยายามตั้งใจฟัง ไม่มีใครลุกออกไปเข้าห้องน้ำ ไม่มีใครเสนอว่าจะออกไปดู แม้แต่คนที่ปกติไม่กลัวอะไร คืนนั้นก็เลือกจะนอนนิ่งอยู่ในถุงนอน ราวกับทุกคนเข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องพูดว่า การอยู่เฉยๆ อาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด

ผมจำได้ว่ามีใครบางคนเอื้อมมือไปหยิบไฟฉายเล็กๆ ที่วางอยู่ข้างตัวโดยไม่ได้เปิด แค่ถือมันไว้ในมือเหมือนต้องการยืนยันว่ามีอะไรบางอย่างที่จับต้องได้อยู่ตรงนั้น อีกคนหนึ่งหยิบแก้วน้ำอุ่นขึ้นมาจิบช้าๆ ไม่ใช่เพราะกระหาย แต่เพราะความอุ่นเล็กๆ นั้นช่วยให้หัวใจเต้นช้าลง และทำให้ความคิดไม่วิ่งไปไกลเกินกว่าที่ความมืดพาไป
ของบางอย่างที่เราหยิบขึ้นมาในคืนแบบนั้น ไม่ได้มีไว้กันอะไร แต่มันช่วยให้เราไม่ต้องอยู่กับความเงียบตามลำพัง
(ของที่เผลอจำ – กลางคืน)
ช่วงหนึ่งของคืน มีเสียงเหมือนมีใครเดินผ่านหน้าเต็นท์ เสียงนั้นไม่ดัง ไม่ชัด และไม่ยาวพอจะยืนยันได้ว่าเป็นอะไร แต่ดังพอให้ทุกคนหยุดหายใจพร้อมกัน ไม่มีใครขยับ ไม่มีใครเรียก ไม่มีใครแม้แต่จะกระซิบ เหมือนเราทุกคนรู้ดีว่า หากเสียงนั้นมีอยู่จริง การแสดงตัวออกไปอาจไม่ใช่ความคิดที่ดีนักในตอนนั้น
เวลาคืนนั้นผ่านไปอย่างช้าอย่างผิดปกติ จนกระทั่งมีคนเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟดวงเล็ก แสงอุ่นๆ ทำให้พื้นที่แคบๆ ในเต็นท์ดูเป็นมิตรขึ้นโดยไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติม ไม่มีใครพูดว่าโล่งใจ แต่บรรยากาศก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง เหมือนแค่การมองเห็นหน้ากันชัดๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะยืนยันว่าเรายังอยู่ตรงนี้ และยังไม่ได้เผชิญกับความมืดตามลำพัง
เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ แสงแดดส่องผ่านหมอก เสียงนกดังแทนเสียงลึกลับของเมื่อคืน เราหัวเราะ คุยกัน และเตรียมตัวเดินทางต่อเหมือนคืนที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้น แต่ไม่มีใครพูดถึงการออกจากเต็นท์ และไม่มีใครถามว่าเมื่อคืนได้ยินอะไรเหมือนกันหรือเปล่า บางที คืนที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ใช่คืนที่เห็นอะไรชัดเจน แต่เป็นคืนที่ทุกคนรู้สึกเหมือนกัน และเลือกจะไม่พูดมันออกมา เพราะแค่การมีแสงเล็กๆ และของธรรมดาๆ อยู่ใกล้ตัว ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราผ่านคืนนั้นไปได้ด้วยกัน

