ก่อนจะเดินทางมา ภูสอยดาว
ผมเคยได้ยินเรื่องเล่าประหลาดจากคนที่เคยขึ้นมาก่อนอยู่บ้าง เป็นเรื่องที่ไม่มีใครเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นหรืออยากให้คนฟังเชื่อจริงจังนัก แต่ก็มักจะจบด้วยประโยคคล้ายๆ กันว่า “มันแปลก” หรือ “ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า” ซึ่งฟังดูเหมือนคำอธิบายที่ไม่ต้องการคำตอบ มากกว่าความพยายามพิสูจน์อะไรบางอย่าง
หนึ่งในจุดที่ถูกพูดถึงบ่อยคือ ลานหินปุ่ม ลานหินกว้างบนสันเขาที่เต็มไปด้วยก้อนหินกลมๆ คล้ายปุ่มขนาดต่างๆ เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่นักท่องเที่ยวแทบทุกกลุ่มต้องแวะ เพราะวิวเปิดกว้างและแสงช่วงเย็นสวยมาก แต่สิ่งที่มักถูกเล่าควบคู่กันไปอย่างเงียบๆ คือเส้นทางเดินกลับจากลานหินปุ่มในช่วงเย็น โดยเฉพาะวันที่อยู่จนฟ้าเริ่มมืด และต้องเดินผ่านแนวป่าที่ค่อนข้างเงียบผิดปกติ
เจ้าหน้าที่บางคนเคยเล่าให้ฟังแบบไม่เป็นทางการว่า บริเวณนั้นในอดีตเคยเป็นพื้นที่ฝังศพ หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า สุสานนักรบ เป็นเรื่องราวเก่าที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน รู้เพียงว่าเคยมีการสู้รบ มีคนเสียชีวิต และมีการฝังร่างไว้ตามสภาพพื้นที่ ไม่มีป้าย ไม่มีเขตหวงห้าม มีแค่เรื่องเล่าที่ถูกส่งต่อกันมาแบบไม่เคยถูกยืนยันหรือปฏิเสธอย่างจริงจัง
วันที่พวกเราขึ้นไปที่ลานหินปุ่ม เราใช้เวลาอยู่ตรงนั้นนานกว่าที่ตั้งใจ แสงสุดท้ายของวันค่อยๆ เปลี่ยนสีจากส้มเป็นม่วง อากาศเริ่มเย็นลงอย่างรู้สึกได้ และไม่มีใครอยากเป็นคนแรกที่พูดว่าควรเดินกลับ จนกระทั่งฟ้ามืดเร็วเกินคาด ความเงียบเริ่มเข้ามาแทนที่เสียงนักท่องเที่ยว และเราตัดสินใจออกเดินโดยไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าว่าอยากถึงที่พักก่อนมืดสนิท
ช่วงแรกของการเดินกลับ ทุกอย่างยังดูปกติ เรายังคุยกัน หัวเราะกัน แซวกันเรื่องความเหนื่อยและความหิว แต่ยิ่งเดินเข้าเขตป่ามากขึ้น เสียงพูดค่อยๆ เบาลงโดยไม่ได้นัดหมาย เหมือนทุกคนเริ่มตั้งใจฟังสิ่งรอบตัวมากกว่าฟังกันเอง เสียงลม เสียงใบไม้ และเสียงที่ไม่แน่ใจว่ามาจากตรงไหนเริ่มชัดขึ้นทีละนิด
เสียงฝีเท้าเริ่มดังขึ้นในจังหวะที่ไม่มีใครเป็นคนพูดถึงมันก่อน มันไม่ใช่เสียงที่ดังชัดเหมือนมีใครเดินตามมาแบบประชิด แต่เป็นเสียงที่มีจังหวะชัดเจนพอให้รู้สึกว่ามันไม่ตรงกับก้าวเท้าของพวกเราเอง เดินไปไม่กี่ก้าว เสียงนั้นก็เหมือนจะขยับตาม หยุด เสียงก็หยุด และพอเริ่มเดินต่อ มันก็กลับมาอีกครั้ง
บางครั้งแค่มีของธรรมดาๆ อยู่ใกล้ตัว ก็ช่วยให้เรายังเดินต่อไปได้
(ของที่เผลอจำ – กลางคืน)

ผมจำได้ว่ามีเพื่อนคนหนึ่งพยายามหัวเราะกลบเกลื่อนแล้วพูดว่าอาจเป็นเสียงลม อีกคนบอกว่าอาจเป็นสัตว์ในป่า แต่ไม่มีใครหัวเราะตาม และไม่มีใครหันกลับไปมองด้วยความสบายใจเหมือนตอนกลางวัน ทุกคนยังคงเดินต่อไปข้างหน้า ในจังหวะที่เร็วขึ้นเล็กน้อยโดยไม่ต้องพูดอะไรกันมาก
มีช่วงหนึ่งที่ผมหยุดเดิน กลุ่มทั้งกลุ่มหยุดตาม ไฟฉายถูกยกขึ้นส่องย้อนกลับไปตามทางดินแคบๆ แสงไฟตัดผ่านต้นไม้ เงาหิน และหมอกบางๆ แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีอะไรนอกจากความมืดที่ดูนิ่งผิดปกติ ก่อนที่เราจะหันกลับมาเดินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังจากนั้นไม่มีใครพูดถึงเสียงฝีเท้าอีก แต่ทุกคนรู้สึกเหมือนกันโดยไม่ต้องอธิบาย มือหลายคู่กำไฟฉายแน่นขึ้น แสงไฟบางดวงเริ่มสั่น ไม่ใช่เพราะแบตใกล้หมด แต่เพราะมือที่ถือมันไม่มั่นเหมือนเดิม มีเพื่อนคนหนึ่งพูดเบาๆ ว่า “อย่าหยุด เดินไปเรื่อยๆ” และไม่มีใครถามเหตุผล
เมื่อพ้นจุดนั้นออกมา เสียงฝีเท้าก็หายไปอย่างกะทันหัน ไม่มีสัญญาณ ไม่มีคำอธิบาย เหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น พอถึงที่พัก ทุกคนเริ่มพูดคุยกันอีกครั้ง หัวเราะกันอีกครั้ง แต่เป็นเสียงหัวเราะที่เหมือนพยายามปิดเรื่องบางอย่างลงอย่างรวดเร็ว คืนนั้นไม่มีใครเล่าเรื่องนี้ต่อ เหมือนมีข้อตกลงเงียบๆ ว่าบางประสบการณ์ไม่จำเป็นต้องถูกอธิบายให้ชัดเจน
เช้าวันรุ่งขึ้น ระหว่างนั่งกินข้าว มีเพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นมาลอยๆ ว่า “เมื่อวาน…ได้ยินเหมือนกันใช่ไหม” ไม่มีใครตอบในทันที แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธ ผมไม่รู้ว่าเสียงฝีเท้านั้นคืออะไร เป็นธรรมชาติ จินตนาการ หรือเป็นสิ่งที่อยู่ตรงนั้นมาก่อนที่เราจะเดินเข้าไป แต่ผมรู้ว่าในความมืดของภูสอยดาวคืนนั้น แสงไฟเล็กๆ ในมือ ไม่ได้ทำให้ความกลัวหายไปทั้งหมด แต่มันทำให้เรายังเดินต่อไปได้ โดยไม่ต้องปล่อยให้ความกลัวเดินนำหน้าเราไปก่อน

