หลังจากที่ผมหลุดพ้นจากถนนช่วงนั้นมาได้จนเจอแสงสว่างตามที่เล่าไปในตอนที่แล้ว ใจผมเริ่มชื้นขึ้นมาบ้างครับ ผมแวะจอดพักหายใจที่ศาลาริมทางที่มีไฟสลัวๆ อยู่พักหนึ่ง พยายามบอกตัวเองว่า “คงไม่มีอะไรแล้วแหละ” ก่อนจะตัดสินใจขับรถต่อไปเพื่อให้พ้นเขตป่านี้สักที
แต่ทางข้างหน้ามันไม่ได้ง่ายแบบนั้นครับ พอขับห่างจากจุดพักมาได้ไม่กี่กิโลฯ ถนนก็เริ่มกลับมามืดสนิทอีกครั้ง แถมคราวนี้เป็นทางขึ้นเขาสูงชันที่ขนาบข้างด้วยป่ารกทึบ ผมพยายามเร่งเครื่องเพื่อให้พ้นช่วงทางเปลี่ยวนี้ไปให้เร็วที่สุด แต่แล้วความซวยก็มาเยือนแบบไม่ทันตั้งตัว จู่ๆ ระบบไฟหน้าปัดรถก็เริ่มรวน ไฟหน้าวูบวาบเหมือนจะดับ จนสุดท้ายเครื่องยนต์ก็ไอคอกแคกแล้วสะอึก “ดับสนิท” เอาดื้อๆ กลางเนินที่มืดที่สุด ชนิดที่ว่าหันไปทางไหนก็เห็นแต่เงาต้นไม้ตะคุ่มๆ
“เฮ้ย! มาเป็นอะไรตอนนี้วะ!” ผมสบถออกมาเสียงดังเพื่อกลบความกลัวในใจ

รอบตัวผมตอนนี้มีแต่ความมืดที่เงียบสนิท เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรงกว่าเครื่องยนต์เสียอีก ผมพยายามบิดกุญแจสตาร์ทครั้งแล้วครั้งเล่า แต่มันมีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่พยายามจะติดแต่ก็หมดแรงไป (แต็ก… แต็ก…) แบตเตอรี่รถผมที่น่าจะเสื่อมจากการเปิดกล้องและอุปกรณ์ทิ้งไว้นานๆ ดันมาหมดเกลี้ยงในจังหวะที่บีบคั้นที่สุด
ขณะที่ผมกำลังจะสติแตก สายตาผมดันเหลือบไปมองที่กระจกมองหลัง… ในความมืดสลัวนั้น ผมเห็น “เงานั้น” อีกแล้วครับ แต่มันไม่ได้อยู่ข้างถนนเหมือนในกล้อง… แต่มันกำลัง “ค่อยๆ คลาน” ออกมาจากพุ่มไม้ข้างทาง ตรงดิ่งมาที่ท้ายรถผมช้าๆ ท่าทางมันผิดมนุษย์มนา เหมือนคนกระดูกหักที่พยายามจะลากตัวมาหาผม
ผมรู้ตัวว่านั่งอยู่ในรถเฉยๆ ไม่ได้แล้ว ผมรีบคว้า “เครื่องชาร์จรถยนต์แบบพกพา” ที่เพิ่งซื้อมาวางไว้เบาะหลัง ขอบคุณความระแวงของตัวเองจริงๆ ที่หยิบมันมาด้วย ผมกลั้นใจเปิดประตูรถออกไป เสียงปิดประตูดัง “ปัง!” สะท้อนก้องไปทั้งป่า
ผมรีบวิ่งไปที่หน้ารถ เปิดกระโปรงขึ้นด้วยมือที่สั่นเทา ตอนที่กำลังคีบสายชาร์จเข้ากับแบตเตอรี่ ผมได้ยินเสียง “แกรก… แกรก…” อยู่ที่ท้ายรถ เหมือนมีเล็บแข็งๆ กำลังขูดไปตามตัวถังรถ เสียงนั้นมันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ… จนถึงขอบประตูคนขับ!
“ติดสิวะ! ติดเดี๋ยวนี้!” ผมตะโกนลั่นพร้อมกดปุ่ม Force Start ที่ตัวเครื่องชาร์จ
พอเข็มวัดไฟเด้งขึ้น ผมโจนทะยานกลับเข้าเบาะคนขับ บิดกุญแจสุดตัว… เครื่องยนต์คำรามติดขึ้นมาทันที! แสงไฟหน้าสาดไปข้างหน้าเผยให้เห็นร่างผอมแห้งที่กำลังจะเอื้อมมือมาจับขอบหน้าต่างรถผม ผมไม่รอให้มันทักทายครับ เข้าเกียร์เหยียบมิดไมล์หนีออกมาแบบไม่คิดชีวิต
ถ้าคืนนั้นผมไม่มีเครื่องชาร์จพกพาตัวนี้ช่วยไว้ ผมคงต้องนั่งอยู่ในรถที่มืดสนิท และรอให้ “อะไรบางอย่าง” ข้างนอกนั่น… พยายามหาทางเข้ามาหาผมจนสำเร็จ
ใครที่อยากเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบผม ลองแวะไปดู ของที่เผลอลืม-กลางคืน กันครับ”

