ภูสอยดาวในวันที่เราไม่ได้รีบไปไหน

ภูสอยดาวในวันที่เราไม่ได้รีบไปไหน

การไป ภูสอยดาว
สำหรับผม มันไม่เคยเริ่มต้นจากความฝันอยากพิชิตยอดเขา
มันเริ่มจากความคิดง่ายๆ ว่า ถ้าไม่ออกไปไหนสักที่ในช่วงเวลานี้ เราอาจจะปล่อยให้วันธรรมดาไหลผ่านไปเหมือนหลายเดือนที่ผ่านมา โดยที่ไม่ได้จดจำอะไรเป็นพิเศษเลย

เช้าวันเดินทาง ทุกอย่างยังดูเบา
กระเป๋ายังไม่หนักเท่าที่ควร
บทสนทนาในรถยังเต็มไปด้วยเรื่องจุกจิก
ใครลืมอะไร ใครเตรียมอะไรมากเกินไป ใครมั่นใจเกินเหตุว่าตัวเองฟิตพอ
มันเป็นบรรยากาศก่อนการเดินทางที่ยังไม่มีใครรู้จริงๆ ว่าข้างหน้าจะต้องแลกอะไรบ้าง

ช่วงแรกของเส้นทาง
ภูสอยดาวดูใจดีอย่างน่าประหลาด
ทางเดินยังไม่ชัน
ต้นไม้ยังเปิดช่องให้แสงลอดลงมา
เสียงหัวเราะยังดังพอๆ กับเสียงหายใจ

เราหยุดถ่ายรูปบ่อยเกินความจำเป็น
เหมือนพยายามยืดเวลาที่ร่างกายยังไม่เริ่มต่อรอง
ใครบางคนพูดขึ้นมาว่า “ถ้าทางมันเป็นแบบนี้ตลอดก็คงดี”
และไม่มีใครกล้าพูดแย้ง ทั้งที่ในใจก็รู้ว่า มันไม่มีทางเป็นแบบนั้น

พอเวลาผ่านไป
คำพูดเริ่มสั้นลง
เสียงฝีเท้าเริ่มชัดขึ้น
ทุกคนเริ่มเดินอยู่กับความคิดของตัวเองมากกว่าบทสนทนา

ความสนุกไม่ได้หายไป
แต่มันเปลี่ยนรูปแบบ
จากความครึกครื้น
กลายเป็นความเข้าใจร่วมกันแบบไม่ต้องพูด 555
แค่หันไปมองหน้าเพื่อน ก็รู้แล้วว่า “เหนื่อยเหมือนกัน”

มีบางช่วงของทางที่ไม่ได้สวย
ไม่ได้เหมาะกับการถ่ายรูป
แต่กลับเป็นช่วงที่ผมจำได้ชัดที่สุด
เพราะมันทำให้รู้ว่า เรากำลังอยู่ตรงกลางของการเดินทางจริงๆ
ไม่ใช่จุดเริ่ม และยังไม่ใช่จุดหมาย

ตอนที่ถึงลานกางเต็นท์
ความรู้สึกโล่งมันมาเร็วกว่าที่คิด
ไม่ใช่เพราะวิว
แต่เพราะรู้ว่า อย่างน้อยวันนี้ เราไม่ต้องเดินต่อแล้วคนในกลุ่มแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง
บางคนกางเต็นท์
บางคนจัดของ
บางคนเดินไปยืนมองหมอกที่เริ่มลอยต่ำลงมาเรื่อยๆ
เหมือนภูเขากำลังเปลี่ยนโหมดจาก “บททดสอบ” เป็น “ที่พัก”

ความสนุกของช่วงนี้
ไม่ได้อยู่ที่กิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง
แต่มันอยู่ตรงที่ไม่มีใครเร่งใคร
ไม่มีใครต้องทำอะไรให้เสร็จเร็ว
ทุกอย่างค่อยๆ เกิดขึ้นตามจังหวะของมันเอง

ช่วงเย็น
หลังจากอาหารมื้อแรกถูกจัดการเรียบร้อย
ความเหนื่อยเริ่มแปรสภาพเป็นความขี้เกียจแบบน่ารัก
บทสนทนากลับมาอีกครั้ง
คราวนี้ไม่ใช่ด้วยพลัง
แต่ด้วยอารมณ์ผ่อนคลาย

คืนนั้น
เสียงหัวเราะเบาลง
เสียงพูดคุยกระจัดกระจาย
แต่บรรยากาศกลับแน่นขึ้นอย่างประหลาด
เหมือนทุกคนอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่อยากรีบจบ

ผมนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น
ปล่อยให้ความมืดค่อยๆ กลืนรายละเอียดรอบตัว
และคิดว่าความสนุกของทริปนี้
ไม่ใช่เรื่องการมาถึง
แต่เป็นเรื่องของการ “อยู่”

เช้าวันถัดมา
หมอกคลุมทุกอย่างไว้บางๆ
วิวตรงหน้าไม่ได้อลังการแบบโปสการ์ด
แต่มันสงบพอจะทำให้ใครบางคนเงียบไปนานกว่าปกติ

ผมนั่งมองภาพนั้นโดยไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน
รู้แค่ว่า ไม่มีความจำเป็นต้องลุก
ไม่มีเหตุผลต้องรีบ
และถ้ามีอะไรสักอย่างที่ช่วยให้การนั่งเฉยๆ การรอ
หรือการปล่อยให้เวลาไหลไปช้าลง ง่ายขึ้นอีกนิด
มันก็คงเป็นเรื่องดี โดยไม่ต้องเรียกมันว่าอะไรเป็นพิเศษ

ทริปภูสอยดาวครั้งนั้น
ไม่ได้สอนผมเรื่องการเอาชนะเส้นทาง
แต่มันทำให้รู้ว่า
บางครั้ง ความสนุกของการเดินทาง
ไม่ได้อยู่ที่จุดหมาย
แต่อยู่ที่ช่วงเวลาระหว่างทาง
และรายละเอียดเล็กๆ ที่เราไม่ได้ตั้งใจจะจำ
แต่สุดท้ายกลับเผลอจำมันไว้จนถึงทุกวันนี้

Visited 13 times, 1 visit(s) today

Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *